วิธีจัมพ์แบตเตอรี่รถยนต์อย่างปลอดภัย

1009
Advertisement

วิธีจัมพ์แบตเตอรี่รถยนต์อย่างปลอดภัย – เมื่อเกิดเหตุการณ์แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมหรือหมดจนไม่สามารถสตาร์ทเครื่อง ยนต์ได้ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีแก้ไขเบื้องต้นเพื่อให้สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ โดยอาศัยการช่วยเหลือจากรถยนต์อีกคันหนึ่ง ผู้ใช้รถยนต์ควรจะเรียนรู้วิธีจั๊มแบตไว้เพื่อเป็นประโยชน์กับตนเองและสามารถช่วยเหลือ เพื่อนร่วมทางได้เมื่อยามจำเป็น

แบตเตอรี่

การต่อพ่วงสายแบตเตอรี่ระหว่างรถ ยนต์ 2 คัน เรียกสั้น ๆ ว่า การจัมพ์แบตเตอรี่รถยนต์ หรือ จัมพ์แบต หรือ จัมพ์สตาร์ท มีหลักการคือ การใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ของรถยนต์อีกคันหนึ่งที่ใช้งานได้และมีสภาพ ดี มาช่วยเพิ่มพลังไฟให้กับแบตเตอรี่ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยใช้อุปกรณ์สายพ่วงแบตเตอรี่ 2 เส้น แยกเป็น 2 สีคือ สีแดงและสีดำ (หรือสีเขียว) เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างการต่อพ่วง

ก่อนจัมพ์แบต ให้เตรียมการดังนี้

  • นำรถยนต์มาจอดใกล้กัน ในระยะที่สายพ่วงเชื่อมต่อกันถึง แต่ห้ามมิให้ตัวรถสัมผัสกันเอง ระมัดระวังอย่าจอดกีดขวางจราจรเพื่อความปลอดภัย
  • ดับเครื่องยนต์ทั้งสองคัน ให้เข้าเกียร์ P หรือ N แล้วดึงเบรกมือค้างไว้ ปิดอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด เช่น โคมไฟหน้า สวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ปัดน้ำฝน วิทยุ แอร์ ถ้ามีอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ เช่น ชาร์จโทรศัพท์ กล้องติดรถยนต์ ก็ให้ดึงสายพ่วงอุปกรณ์ออกก่อนเพื่อป้องกันความเสียหาย
  • ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ว่าไม่มีรอยรั่ว รอยแตก ถ้ามีก็อย่าทำการจัมพ์สตาร์ทเด็ดขาด ถ้าขั้วของแบตเตอรี่มีคราบขี้เกลือมากให้ทำความสะอาดก่อน อาจต้องใช้น้ำร้อนเล็กน้อยราดที่ขั้วแบตเพื่อให้ขี้เกลือละลายออกไป แต่ถ้าสะอาดอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรกับขั้วแบต
  • ถ้าเป็นเวลากลางคืน ให้ใช้ไฟฉายส่องสว่างขณะทำงานเท่านั้น ห้ามจุดไฟแช๊กไปส่องดูบริเวณแบตเตอรี่เด็ดขาด เพราะอาจจะเกิดการระเบิดจากไอระเหยของสารไฮโดรเจนจากแบตเตอรี่ได้
  • ห้ามทำสิ่งที่ก่อให้เกิดประกายไฟ เช่น สูบบุหรี่ จุดไฟแช๊ก
  • ควรสวมแว่นตานิรภัย ถ้ามี (ควรซื้อติดรถไว้)
  • รถยนต์ที่จะมาช่วย ควรมีขนาดใกล้เคียงกันกับรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด ที่สำคัญขนาดโวลต์ต้องเท่ากันด้วย เช่น 12 V กับ 12 V
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าจุดใดคือขั้วบวก (+) จุดใดคือขั้วลบ (-) สังเกตที่เครื่องหมาย + และ – ที่ปรากฏบนตัวแบตเตอรี่

ขั้นตอนการจัมพ์แบต ให้ทำดังนี้

เริ่มจากการนำสายพ่วงต่อสองเส้น สีแดงและสีดำ(หรือสีเขียว) แต่ละเส้นมีที่หนีบที่ปลายทั้งสองด้าน หมายถึงคุณจะต้องหนีบทั้งหมด 4 จุดจึงจะต่อพ่วงได้สมบูรณ์ การต่อจะเป็นวงรอบ เริ่มจากขั้ว + คันที่แบตหมด ไปขั้ว + คันที่มีแบตดี และขั้ว – คันที่มีแบตดี มาหนีบที่ส่วนที่เป็นโลหะของตัวถังของคันที่แบตหมด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • จุดที่ 1 ใช้สายสีแดง เริ่มต้นหนีบที่ขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่คันที่แบตเตอรี่หมดก่อน แล้วโยงมาหนีบที่จุดที่ 2 คือขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่คันที่มาช่วย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการหนีบทุกจุดนั้น หนีบได้แน่นหนาไม่โคลงเคลง
  • จุดที่ 3 ใช้สายสีดำ (หรือสีเขียว) หนีบที่ขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่คันที่มาช่วย แล้วโยงกลับไปหนีบที่ส่วนที่เป็นโลหะไม่ทาสีของคันที่แบตเตอรี่หมด เช่น บริเวณบล็อกเครื่องยนต์หรือตัวถัง โดยให้อยู่ห่างจากตัวแบตเตอรี่มากที่สุด ห้ามนำปลายสายไปหนีบที่ขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่คันที่แบตเตอรี่หมด เพราะอาจจะมีอันตรายจากการระเบิดได้
  • ทำการตรวจสอบจุดที่หนีบทั้ง 4 จุดอีกครั้งเพื่อความแน่นอน ถ้าถูกต้องแล้วจึงทำขั้นตอนต่อไป
  • ทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ของคันที่มาช่วย (แบตเตอรี่มีไฟดี) แล้วปล่อยให้เครื่องเดินประมาณ 5 นาทีเป็นอย่างน้อย
  • หลังจากนั้นค่อยทำการสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด เมื่อเครื่องยนต์ติดทำงานแล้วอย่าเพิ่งดับเครื่อง ให้เดินเครื่องค้างไว้อย่างนั้น
  • ทำการถอดสายพ่วง ระวังอย่าให้สายทั้งสองเส้นสัมผัสกันเอง โดยถอดย้อนทวนกลับขั้นตอนซึ่งตรงข้ามกับตอนที่จัมพ์แบต โดยเริ่มถอดจากจุดที่ 4 – 3 – 2 – 1 ตาม
  • ลำดับ คือ จุดที่ 4 ถอดตัวหนีบของสายสีดำที่บล็อกตัวถังคันแบตเตอรี่หมด แล้วไปจุดที่ 3 ถอดตัวหนีบที่ขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่มาช่วย ต่อมา จุดที่ 2 ถอดตัวหนีบของสายสีแดงที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่มาช่วย แล้วมาขั้นตอนสุดท้าย จุดที่ 1 ถอดตัวหนีบที่ขั้วบวกของคันที่แบตเตอรี่หมด
  • เก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
  • หลังจากนั้นให้ขับไปยังอู่รถยนต์หรือศูนย์บริการที่ใช้เป็นประจำเพื่อทำ การตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง ถ้าเหตุเกิดจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพทำให้เก็บประจุไฟไม่อยู่ก็ต้องเปลี่ยน แบตเตอรี่ใหม่ หรือตรวจเช็คสภาพน้ำกลั่น การเก็บประจุไฟ ไดสตาร์ทและไดชาร์จ เป็นต้น ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะเกิดเหตุการณ์เดิมอีกคือสตาร์ทไม่ติดเพราะแบตไม่มี ประจุไฟ

แบตเตอรี่รถยนต์ส่วนใหญ่จะเสื่อมลงเมื่อใช้งานไปประมาณ 1 ปีครึ่ง ดังนั้นควรบันทึกวันที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ครั้งล่าสุดไว้เสมอ เมื่อใกล้ระยะเวลาที่จะหมดจะได้เตรียมตัวและสังเกตอาการขณะสตาร์ท ถ้าเริ่มสตาร์ทติดยาก ให้สงสัยที่แบตเตอรี่ไว้ก่อนหรือให้ช่างตรวจสอบกำลังไฟว่ามีสาเหตุจาก แบตเตอรี่หรือไม่ เพื่อที่จะได้เตรียมแก้ไขปัญหาแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่าการต้องมาจัมพ์สตาร์ทแบบฉุกเฉินภายหลัง

Advertisement
Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here